ต่อจากตอนที่1
เข้าสู่ช่วงท้าย
Nightfall’s Rosette
Day light 1.1
- สถานีรถไฟประจำเมืองเซนท์เอมิเลีย - 6.10 น.
เช้าตรู่วันอังคารที่ 1 พฤกษาคม 1999 เป็นวันที่คึกคักเป็นพิเศษเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปทำหน้าที่ของตน โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองที่ตามมาส่งบุตรหลานเนื่องจากเป็นวันเปิดภาคการศึกษาวันแรก แต่แถวซื้อตั๋วรถไฟกลับโล่งสะอาดตาไม่มีผู้ใดยืนเข้าแถวเพื่อซื้อตั๋วเลยแม้แต่คนเดียว จะมีก็เพียงแต่พนักงานประจำตำแหน่งยืนอยู่หลังเค้าท์เตอร์ตามปกติ เนื่องจากโปรโมชั่น ‘ขึ้นฟรีหนึ่งวันรับเปิดเทอม’ ของสถานีเซนท์เอมิเลีย เว้นแต่ตั๋ว VIP ที่ยังคงเสียเงินเช่นเดิม ถึงอย่างนั้นก็ไม่ช่วยให้มีคนต่อแถวอยู่ดีเพราะตั๋วชนิดนี้ต้องสั่งจองและจ่ายเงินล่วงหน้า
“เร็วเข้าอีก 10 นาที ‘รถไฟด่วนพิเศษทางไกลสายตะวันตก’ จะมาแล้ว” เสียงเด็กสาวคนหนึ่งพูดอย่างเร่งรีบพร้อมเดินจ้ำอ้าวไปทางชานชาลาอย่างรวดเร็ว เธอมีผมสีน้ำตาลหวีอย่างเรียบร้อยติดกิ๊ปรูปกางเขนด้านซ้ายสองตัวรวบผมไว้ด้านหลังต้นคอใส่แว่นสายตา สวมชุดแซกวันพีซสีน้ำเงินไม่มีแขนทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวผูกด้วยริบบิ้นสีดำที่คอเสื้อและต้นแขน ถุงเท้าสีขาวรองเท้านักเรียนหญิงสีดำ เธอคนนี้ก็คือ‘รสริน เซคเร็ดฮาร์ท’นั่นเอง
“เหลือเวลาตั้ง 10 นาทีไม่เห็นจะต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลยนี่คะ ท่านพี่” ตามด้วยคำตอบจาก เด็กหญิงผมหางม้าคู่ทวินเทลยาวสีดำติดเครื่องประดับรูปลูกบอลกลมกางปีกค้างคาว ใบหน้าด้านขวาถูกพันด้วยผ้าพันแผลปกปิดดวงตา สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกริบบิ้นสีดำที่ต้นคอกับต้นแขนกับกระโปรงสั้นสีน้ำเงิน ถุงเท้ายาวเหนือเข่าสีดำและรองเท้านักเรียนหญิงสีดำเช่นเดียวกับรสริน เธอมีชื่อว่า‘โรเสท วี โลลิต้า เมกิโดเนีย’หรือ ‘โรเซลิต้า’
ทั้งสองรอรถไฟด่วนพิเศษทางไกลอยู่ที่ชานชาลาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่จำนวนผู้คนในละแวกนี้ดูบางตากว่าชานชาลาอื่นๆ ด้านหลังบริเวณทางเข้ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจำนวนห้าคน พวกเขาแต่งตัวเหมือนนักธุรกิจใส่สูทผูกไทต์ ชายคนหนึ่งท่าทางดูคล้ายจะเป็นหัวหน้าออกคำสั่ง
“นี่พวกแกอย่ามัวชักช้า รีบๆเตรียมตัวกันได้แล้ว” เขาหยุดพักหนึ่ง “เริ่มปฏิบัติการตามแผน” ก้อง ก้อง !! เขาพูดต่อเป็นวินาทีเดียวกับที่ขณะรถไฟเทียบจอดที่ชานชาลา
“โอเค บอส” ทั้งสี่คนที่เหลือตอบรับอย่างหนักแน่น
“ขณะนี้รถด่วนพิเศษทางไกลสายตะวันตกได้มาถึงชานชาลาเซนท์เอมิเลียฝั่งตะวันตกแล้ว จะจอดพักเป็นเวลา 10 นาที และจะออกเดินทางในเวลา 6.30 น. ขอให้ท่านผู้โดยสารตรวจตราสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางค่ะ” ประชาสัมพันธ์ประจำสถานีประกาศให้กับผู้โดยสารได้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
“ไปกัน...” ยังไม่ทันพูดจบ รสรินก็เห็นโรเซลิต้าออกวิ่งนำหน้ากระโดดขึ้นรถไฟไปก่อน แล้วหมุนตัวหันกลับมาทางรสริน “เร็วๆสิคะ เดี๋ยวไม่มีที่นั่งดีๆนะคะท่านพี่” เธอพูดพร้อมควักมือเรียกอยู่ที่หน้าประตูทั้งอย่างนั้น
“ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็สะดุดหกล้มหรอก” รสรินกล่าวเตือนพร้อมกับเดินตรงไปยังเด็กหญิงร่างเล็กที่ยืนควักมือเรียกเธออยู่ “อะ” ทันทีที่ก้าวขาขึ้นบันไดเท้าขวาของเธอก้าวไม่พ้น สะดุดขอบบันไดลำตัวเอนไปด้านหน้า หน้าผากพุ่งตรงเข้าจู่โจมโรเซลิต้าอย่างจัง โป๊ก !! แล้วทั้งสองก็ล้มลง “เจ็บอะ T-T” ทั้งสองผสานเสียง
ห่างออกไปประมาณสองโบกี้มีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งมีผมยาวสีทองแต่งตัวคล้ายบาทหลวงมีความสูงมากกว่าอีกคนหนึ่งที่มีผมสั้นสีน้ำเงินใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงินกับกางเกงยีน ซึ่งมองตรงมาที่ประตูของโบกี้ที่สามซึ่งมีเด็กสาวสองคนล้มขวางประตูอยู่ ชายผมน้ำเงินแสดงสีหน้าเหมือนประทับใจอะไรบางอย่าง
“อา... น่ารักจัง...” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินพูดออกมาลอยๆ
“อย่านอกเรื่องสิ พวกเรามาทำภารกิจนะ” บาทหลวงผมทองท่าทางจริงจัง เอื้อมมือแตะไหล่หนุ่มสีน้ำเงิน
“ถ้าเจ้านั่นหนีไปได้จะมีคนตายอีกเยอะแน่”
“เจอแล้ว นั่งตรงนี้เถอะค่ะ ท่านพี่” โรเซลิต้าควักมือเรียกรสรินหลังจากพบว่าที่นั่งคู่ว่างอยู่ชุดหนึ่ง
“อืม... ยังมีที่นั่งคู่เหลืออยู่อีกเหรอโชคดีจริงๆเลยนะเธอเนี่ย” รสรินเดินตรงไปตามที่โรเซลิต้าเรียก เธอสังเกตเห็นคนท่าทางประหลาดอยู่นั่งอยู่ท้ายโบกี้คนเดียวใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวปิดหน้าปิดตา แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ จากนั้นก็นั่งลงข้างๆโรเซลิต้าแล้วจึงวางกระเป๋าไว้ข้างตัว
ซึ่งในความเป็นจริงที่นั่งตรงนี้ไม่ได้ว่างคู่ แต่กลับมีหนุ่มนักธุรกิจคนหนึ่งนั่งจองอยู่ก่อนแล้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดชายคนนี้ถึงได้ทิ้งที่นั่งตนเองย้ายไปที่อื่น เพียงแค่ได้สบตากับโรเซลิต้านัยน์ตาประกายสีแดงปรากฏเพียงชั่วครู่ ชายคนนั้นก็ลุกออกไปทันทีไร้ซึ่งการต่อต้านและแสดงอารมณ์ไม่พอใจใดๆดั่งคนที่ตกอยู่ในภวังค์
รสรินเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือออกมาเตรียมเปิดอ่านระหว่างรถไฟเดินทาง เนื่องจากรถไฟด่วนพิเศษทางไกลสายตะวันตกนี้ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงสถานีซิติเซน ซิตี้ เธอหันไปมองเพื่อนสาวของเธอ ในมือถือถุงพลาสติกใสสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายยอดถุงมีแท่งคล้ายหลอด ภายในบรรจุของเหลวสีแดงนอกจากนั้นยังสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ขอบตาเหมือนคนที่พักผ่อนน้อยอีกด้วย
“น้ำมะเขือเทศน่ะค่ะท่านพี่ จะรับบ้างไหมคะ ?” โรเซลิต้าหันมาถามรสริน แล้วดื่มของเหลวสีแดงในถุงนั้นผ่านหลอดบนยอดถุง แต่รสรินไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอเพียงแต่หันกลับไปหาหนังสือเปิดมันออกแล้วเริ่มอ่าน
ยังไม่ทันรู้สึกตัวรถไฟก็เริ่มออกวิ่งซะแล้ว เส้นทางของรถไฟด่วนพิเศษทางไกลสายตะวันตกออกเดินทางจากสถานีตะวันออกเซ้นท์เอมิเลีย ระหว่างเส้นทางออกจากเซ้นท์เอมิเลีย30นาที จะลอดผ่านอุโมงค์นาน 10 นาที แล้วใช้เวลาอีก 50 นาทีจึงจะถึงสถานีกลาง ซิติเซน ซิตี้ จากนั้นจะเดินทางสู่สถานีปลายทางตะวันตก โซเรีย อีกกว่าชั่วโมง เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางของรถไฟด่วนพิเศษทางไกลสายตะวันตก และในขณะนี้รถไฟวิ่งเข้าสู่วิ่งเข้าทางลอดอุโมงค์มืดมิดแสงสว่างภายในรถถูกอุโมงค์กลืนกินจนหมดสิ้น แต่ไม่ทันได้กระพริบตาแสงสว่างจากหลอดนีออนจากเพดานก็เข้ามาแทนที่ความมืดมิด ปรากฏชัดชายคนหนึ่งในคราบนักธุรกิจยืนตระหง่านอยู่หน้าโบกี้
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีโปรดอยู่ในความสงบ และได้โปรดทำตามข้อเรียกร้องหากท่านยังรักชีวิตของท่านอยู่” มือขวาของเขาล้วงเข้าไปในชุดสูทแล้วชักปืนออกมายิงขึ้นเพดานหนึ่งนัด เพื่อประกาศว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน ผู้คนในโบกี้ต่างแตกตื่นกระวนกระวายใจแต่ก็ไม่ได้แสดงกระโตกกระตากมีเพียงสีหน้าหวาดกลัวหวาดหวั่นต่อโจรผู้ดีดังกล่าวที่ยืนอยู่ต่อหน้า เว้นแต่รสรินซึ่งมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นๆ
“...ซวยชะมัด ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ในวันเปิดเทอมด้วยนะ เฮ้อ...” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก จากนั้นจึงหันไปทางโรเซลิต้าเพื่อปลอบโยนให้คลายความกังวลลดความตื่นตระหนก แต่ว่ากลับเห็นเด็กหญิงร่างเล็กคนนั้นนั่งหลับอยู่ไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยรอบ ริมฝีปากมีสีแดงเลือดติดอยู่เล็กน้อยเพราะน้ำมะเขือเทศที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้า
“ยัยบ้า !! อย่ามาหลับเวลาหน้าสิ่วน้าขวานแบบนี้ได้ไหม” รสรินพูดเสียงดังพร้อมกับจับไหล่ของโรเซลิต้าแล้วเขย่าปลุกให้ตื่นแต่เธอก็ไม่ยอมตื่น รสรินเขย่าต่อไปอีกพักหนึ่งศีรษะและผมสีดำของเด็กหญิงส่ายไปส่ายมามีของเหลวสีแดงไหลล้นจากขอบริมฝีปาก ขณะนั้นเปลือกตาของโรเซลิต้าก็เริ่มเปิดขึ้นเธอยกมือขึ้นมาเช็ดคราบสีแดงที่ขอบริมฝีปากแล้วมองมาที่รสริน
“มีอะไรเหรอคะ ท่านพี่” โรเซลิต้าเอ่ยถามหลังตื่นขึ้นด้วยอาการสงสัย ทั้งที่หน้าตายังงัวเงียอยู่
ปัง !! เสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัดถูกยิงไปที่เพดานอีกครั้งหนึ่ง ผู้โดยสารคนอื่นต่างตกใจก้มหมอบลงไปกับเก้าอี้นั่งของตนเอง มีเพียงรสรินที่หันหน้ามองตามต้นเสียงปืน กับโรเซลิต้าซึ่งยังคงงัวเงียนั่งหาววอดไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“สาวน้อย อย่าพยายามทำอะไรต่อต้านผมดีกว่า เช่นนั้นแล้ว...” โจรหนุ่มหยุดพักหนึ่งแล้วพูดต่อ “คงไม่ต้องอธิบายนะครับ” เขาเล็งปืนมาทางรสรินแล้วยิ้มมุมปากเล็กๆ
ภายในโบกี้ที่ห้าถัดไปจากโบกี้ที่รสรินอยู่สองโบกี้ ก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้ขึ้นคือมีโจรในคราบนักธุรกิจลุกขึ้นประกาศการปล้นเช่นเดียวกัน คาดว่ากลุ่มโจรพวกนี้คงปฏิบัติงานเป็นกระบวนการ ทำการปล้นอย่างวางแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้โดยสารในโบกี้นี้ต่างก็ทำตามที่โจรสั่งเพราะกลัวถูกทำร้าย ทว่าท่ามกลางผู้โดยสารเหล่านั้นมีชายสองคนนั่งอยู่โดยปราศจากความกลัวใดๆ คนหนึ่งมีผมสีทองอยู่ในชุดบาทหลวง กับอีกคนหนึ่งผมสีน้ำเงิน สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงยีน
“เอายังไงดีล่ะ... ฟรอส” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินถามบาทหลวงผมทองข้างๆเขา
“นี่ไม่ใช่หน้าที่ของเรา รูท” บาทหลวงผมทองตอบ “แต่เราก็ยอมให้ปล้นไม่ได้เหมือนกัน”
“นั่นสินะ ขืนเป็นข่าวว่า ‘โจรกระจอกปล้นคู่หูเซราฟิมเย้ยบัลลังค์แห่งโซเลีย’ ล่ะก็” รูทพูดจบก็หัวเราะเบาๆ
“เฮ้ย แกสองคนตรงนั้น คุยอะไรกันวะ !!” โจรหนุ่มพูดแทรกอย่างไม่พอใจพร้อมเล็งปืนมุ่งเดินตรงไปหา ฟรอส กับ รูท อย่างรวดเร็วทันใดนั้นเสียงปืนก็ระเบิดขึ้นหลายนัดดังก้องทั่วโบกี้
บริเวณที่นั่งแถวสุดท้ายของโบกี้ที่สามซึ่งมีคนสวมผ้าคลุมสีดำท่าทางลึกลับนั่งอยู่ ซึ่งอยู่หลังรสรินกับโรเซลิต้า ท่าทางของเขายังคงสงบนิ่งท่ามกลางเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น อย่างกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
โจรผู้ดีในโบกี้ที่สามเล็งปืนตรงมาที่รสรินพร้อมกับส่งยิ้ม ทันใดนั้นชายในชุดสูทอีกคนหนึ่งด้านขวามือของโจรหนุ่มพุ่งทะยานคว้าปืนและแขนขวาปืนลั่นไปถูกหลอดไฟทำให้ไฟกระพริบติดๆดับๆ จากนั้นบิดและเหวี่ยงลอยหมุนขึ้นในอากาศโจรหนุ่มหน้าคะมำดิ่งลงพื้นมือขวาถูกบิดไขว้อยู่ด้านหลัง ปืนอยู่ในมือของชายผู้หาญกล้าเข้าชาร์จโจรผู้ดีคนนั้น
“โชคร้ายแล้วเพื่อน ที่มาปล้นวันที่ผมอยู่” ชายผู้ล้มโจรเย้ย
“คนที่โชคร้ายน่ะ แกต่างหาก” ปัง !! เสียงชายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าโจรพร้อมเสียงปืนจากด้านหลังของชายคนกล้า เขาถูกยิงที่ท้ายทรอยทะลุคอหอยนอนล้มชักจมกองเลือดอย่างทรมาน แล้วหัวหน้าโจรก็ดึงโจรผู้ดีขึ้นมาพร้อมคืนปืนให้ ขณะเดียวกันความหวาดกลัวได้กระจายไปโดยรอบผู้โดยสารทุกคนแสดงอาการประหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ร้องไห้สะอื้นสวดมนต์ภาวนาให้ตัวเองรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ ใบหน้าของรสรินเริ่มซีดเพราะความตึงเตรียดจับมือโรเซลิต้าไว้แน่นพลางคิดหาทางเอาตัวรอด ส่วนโรเซลิต้ายังคงงัวเงียดังเดิม...
หลอดแก้วทดลองลอยผ่านรสรินจาก มันถูกขว้างจากชั้นที่นั่งหลังสุดของโบกี้โดยคนสวมเสื้อคลุมดำ ของเหลวที่อยู่ในหลอดกระจายเต็มพื้นอยู่หน้าศพใกล้กับแก้งโจร ไม่นานของเหลวนั้นก็ระเหยกลายเป็นควันสีเขียวแล้วถูกสูบเข้าไปในร่างศพจนสิ้น ขณะที่แก้งโจรกำลังปรึกษาหารือวางแผนหนีกันใหม่ เนื่องจากในขบวนรถไฟมีทหารศาสนารวมอยู่ด้วยเหนือการคาดหมาย สมาชิกสองในห้าคนถูกจับกุมแล้ว
ร่างไร้วิญญาณที่จมกองเลือดอยู่เริ่มขยับตัวแขนขากระตุกเป็นระยะ มันลุกยืนอย่างช้าๆ ร่างกายโอนเอน แล้วถลาพุ่งเข้ากัดที่บ่าโจมตีโจรผู้ดีจากด้านหลังอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ด้วยแรงกัดมหาศาลเกินมนุษย์มนาทำให้โจรผู้ดีได้แต่ร้องโวกเวกเพราะความเจ็บปวด ทั้งเพดาน หน้าต่าง เก้าอี้ ถูกย้อมไปด้วยโลหิตที่พุ่งสาดทุกทิศทาง โจรที่เหลืออีกสองคนยืนนิ่งตกตะลึงดวงตาเบิกโพลงอ้าปากค้างเพราะไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ประหลาดอย่างนี้มาก่อน เช่นเดียวกับผู้โดยสารทุกคนในโบกี้ส่งเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัว รวมทั้งรสริน...ด้วยเหตุที่เธอภูมิต้านทานเรื่องสยองขวัญต่ำอยู่แล้ว เธอทั้งกรีดร้องและดึงโซเซลิต้าเข้ามารัดในอ้อมแขนอย่างไม่ปราณี แสงไฟกระพริบติดๆดับๆยิ่งทำให้บรรยากาศเสมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์สยองขวัญ
“เดี๋ยวสิ ต้องหนี ต้องรีบไปจากที่นี่ !!” ความคิดของรสรินผุดขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัวประหวั่นพรั่นพรึง
“ไปเร็ว โรเซลิต้า รีบหนีเร็ว” เธอพูดอย่างรีบร้อนเสียงสั่นเล็กน้อย
“ค่ะ ท่านพี่...” โรเซริต้าตอบพร้อมกับหาววอดอีกทีหนึ่ง ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเลย
รสรินจูงมือโรเซลิต้าดิ่งไปยังประตูท้ายโบกี้อย่างรีบร้อนทิ้งกระเป๋าสัมภาระไว้ข้างหลัง ทว่าถูกคนในชุดเสื้อคลุมดำขวางเอาไว้ รสรินกับโรเซลิต้าถูกเหวี่ยงออกไปจากประตูกระแทกกับผนังด้านข้างหลังชั้นนั่งสุดท้าย เขาชักมืดผ่าตัดออกจากผ้าคลุมหนึ่งเล่ม
“เสียใจด้วยนะ แต่คนที่รู้เรื่องนี้จะต้องตายทุกคน” เสียงจากคนในเสื้อคลุมดำซึ่งดังออกมาเป็นเสียงของผู้หญิง
หลังประตูของท้ายโบกี้ที่สาม ในห้องของโบกี้ที่สี่มีโจรสองคนที่ถูกมัดติดกันโดยการจับกุมโดยหน่วยทหารศาสนา ฟรอส กับรูท ผู้โดยสารในโบกี้บางคนเข้าไปทุบตีสองโจรที่ถูกมัดอยู่ บางส่วนก็ทยอยข้นของๆตนเองกลับมา โดยฟรอสกับรูทยืนคุมสถานการณ์อยู่ข้างๆและสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ผิดปกติภายในโบกี้ที่สาม
“โบกี้ที่สามเขาฉายหนังสยองขวัญกันอยู่ไง กรี๊ดกันลั่นเชียว” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงิน รูท พูดลอยๆ
“เป็นฝีมือของเจ้านั่นแน่ !!” บาทหลวงผมทอง ฟรอส บอกกับรูทเสียงจริงจัง
“เออ รู้แล้วน่า”
มือของรูทมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นแล้วมีแสงวาบพริบตาเดียว ปืนรูปทรงต่างจากปืนทั่วๆไปอยู่ในมือ ส่วนฟรอสก็ชักดาบออกจากผ้าคลุมเป็นการเตรียมพร้อมรับมือ จากนั้นก็ถีบประตูสุดแรงบานประตูพลิกไปอีกด้านอย่างรุนแรง ตรงกับตำแหน่งที่หญิงในผ้าคลุมดำยืนอยู่พอดี แรงปะทะทำให้ตัวหล่อนถูกซัดกระเด็นถอยห่างจากประตู จังหวะนั้นรสรินก็ได้พาโรเซลิต้าวิ่งลอดออกประตูไปสวนกับรูทซึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับปืนในมือ และยิงใส่หญิงในชุดผ้าคลุมไม่ลังเล จากนั้นฟรอสก็ตามมาสมทบกับรูท เธอถอยล่นออกไปดึงซอมบี้ใช้เป็นโล่เข้ารับกระสุนแทน แล้วฝ่ากลุ่มโจรพร้อมโยนหลอดทดลองเช่นเดียวกับที่ผ่านมาใส่โจรผู้ดีซึ่งอยู่ในสภาพกึ่งตาย จากนั้นวิ่งตรงไปยังส่วนหัวรถไฟ
“อย่าขวางทางสิโว้ย !! สไตร์คโหมด !!” รูทตะโกน ปืนในมือก็กลายสภาพเป็นปืนลูกซองสั้นถือสองมือกระหน่ำยิงไปที่ซอมบี้จนร่างเละกระจุยกระจาย ซอมบี้อีกตนหนึ่งซึ่งเคยเป็นโจรผู้ดีมาก่อนก็พุ่งเข้าใส่รูท แต่ฟรอสก็เข้ามาขวาง เขาเหวี่ยงดาบขึ้นฟาดฟันเต็มแรง ร่างซอมบี้โจรผู้ดีผูกผ่าแยกเป็นสองซีกออกจากกันล้มกองกับพื้น
เอี้ยดด!! เสียงล้อรถไฟเสียดสีกับรางอย่างรุนแรงจากการเบรกฉุกเฉิน แรงกระซากทำให้ผู้โดยสารทั้งขบวนกระเด็นไปด้านหน้ากระแทกกับถุงลมนิรภัยฉุกเฉินของระบบรักษาความปลอดภัย เว้นแต่รสรินที่ล้มหงายหลังลงพื้นมีโรเซลิต้าล้มหน้าคะมำกระแทกกับทรวงอกของรสริน
หลังรถไฟหยุดไปพักหนึ่งก็เริ่มเดินขบวนอีกครั้งตามปกติ ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายกับสู่สภาวะปกติแล้ว จะมีก็แต่โบกี้ที่สามซึ่งเต็มไปด้วยชิ้นส่วนซากศพ เศษชิ้นเนื้อและคราบเลือดกระจายอยู่โดยรอบ ผู้ใดได้มาพบเห็นคงเลิกทานเนื้อไปสักระยะเป็นแน่
เมื่อถึงสถานีกลาง ซิติเซน ซิตี้ ตำรวจได้เข้าทำการจับกุมสมาชิกแก้งโจรที่ถูกจับสองคน เก็บหลักฐานและสอบปากคำจากพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ซึ่งใช้เวลานานพอสมควรทีเดียว บริเวณนั้นมีนักข่าวเตรียมเข้าฟังแถลงการณ์จากตำรวจ ตำรวจได้แถลงการณ์กับนักข่าวว่า ‘สามารถจับกุมคนร้ายได้สองคน หนึ่งคนเสียชีวิต ส่วนตัวหัวหน้ากับลูกน้องอีกหนึ่งคนหนีไปได้’ แต่ไม่ได้แจ้งเรื่องซอมบี้กับทหารศาสนา...
ณ บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ฝั่งตะวันตก ภายในมีป้ายงานปฐมนิเทศหลงเหลือล่องลอยผู้คนจำนวนมากแต่กลับไร้ผู้คนโดยสิ้นเชิง
“จบกัน...” รสรินก้มหมอบกับพื้น หลังเข้ามาในสถาบันเมกิโดเนียแล้วรู้ว่าทุกคนแยกย้ายกันกลับไปแล้ว เนื่องจากพิธีปฐมนิเทศได้เสร็จสิ้นลงก่อนหน้าที่รสรินจะมาถึง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ท่านพี่ แค่วันแรกเอง วันแรกยังไม่มีเรียนซะหน่อย” โรเซลิต้าปลอบใจแต่เหมือนกับไม่ได้ผล
“อา... ขาดตั้งแต่วันแรกแบบนี้ โชคร้ายชมัด ฮือ ฮือ...”
“ถึงกับร้องไห้เชียวหรือนี่...” โรเซลิต้าแอบคิดในใจ
จบตอนที่ 1
Daylight 1.1
End